รัฐเกาะติดกรณีITDพร้อมพิจารณาช่วย
กูรูฟันธงแบงก์*รับเหมากระทบจำกัด
#ทันหุ้น – “คมนาคม” สั่ง รฟม.เกาะติดกรณี IITD ลั่นต้องทำงานเสร็จถึงสามารถสั่งจ่ายค่าตอบแทน แต่หากมีความจำเป็นก็พร้อมจะพิจารณาเป็นรายกรณี ด้านนักวิเคราะห์ประเมินกลุ่มธนาคาพาณิชย์สำรองสูงพอยังไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่ม แต่ภาพรวมปีนี้ไม่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มรับเหมาฯ มีปัจจัยหนุนจากพรบ.งบประมาณปี 2567 ที่กำลังจะผ่านสภาฯ และ 2 โครงการนำร่องที่จ่อเปิดประมูลไตรมาส 2/2567 นี้แม้ราคาหุ้นจะขึ้นมารับข่าวแล้ว แต่คาดว่ายังปรับตัวขึ้ได้ต่อเนื่อง ชู CK เด่นสุด
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ขาดสภาพคล่องไม่สามารถชำระค่าจ้ายให้กับผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor) ได้ ว่า ทางกระทรวงฯ ได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่ง ITD ประมูลงานได้ทั้งสิ้น 3 สัญญาประกอบด้วย สัญญาที่ 3 งานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน ช่วงผ่านฟ้า-สะพานพุทธโดยดำเนินงานในรูปแบบ JV ร่วมกับ NWR, สัญญาที่ 5 งานก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งและสถานียกระดับ ช่วงดาวคะนอง-ครุใน อาคารจอดรถไฟฟ้า (Stabling Yard) และอาคารจอดแล้วจร (Park & Ride) และ สัญญาที่ 6 งานออกแบบและก่อสร้างระบบรางตลอดแนวเส้นทางโครงการ ติดตามสถานการณ์ รวมถึงบริหารจัดการการดำเนินงานโดยภาพรวมให้เป็นไปตามกำหนดของแต่ละส่วนงานอย่างใกล้ชิด
โดยเบื้องต้นได้รับรายงานว่าการดำเนินงานในส่วนความรับผิดชอบของ ITD ยังคงคืบหน้าไปตามกรอบเวลา ไม่มีการหยุดดำเนินการแต่อย่างใด ทั้งในส่วนที่สามารถประมูลงานได้เองทั้ง 2 สัญญา และงานในส่วนที่ดำเนินงานในลักษณ์ JV กับเอกชนอีกรายหนึ่ง
ทั้งนี้ตามสัญญาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ นั้น เอกชนผู้ได้รับเลือกให้เข้าดำเนินโครงการต้องทำงานที่ได้รับมอบตามที่ระบุบในสัญญาจัดซื้อ – จัดจ้างจนแล้วเสร็จ สามารถส่งมอบงานให้กับ รฟม. ก่อน ทาง รฟม. จึงจะทยอชำระเงินคือตามที่ระบุในสัญญาฯ อย่างไรก็ตามหากทางภาคเอกชนประสบปัญหาทางใด ทางหนึ่ง จนต้องพิจารณาทำหนังสือร้องขอรับความช่วยเหลือ หรือ ขอผ่อนผันการดำเนินงานเข้ามายังหน่วยงานเจ้าของโครงการ ทางกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้กำกับดูแลฯ ก็พร้อมที่จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือ เป็นรายกรณี
“การทำงานของสายสีม่วงโดยภาพรวมไม่ได้รับรายงานว่ามีความล่าช้า หรือต้องหยุดงานแต่อย่างใด ส่วนการขาดสภาพคล่องของภาคเอกชนผู้รับสัมปทานโครงการ เบื้องต้นเอกชนต้องเป็นผู้บริหารจัดการเอง เพราะตามสัญญาต้องทำงานจนเสร็จก่อนจึงจะสามารถมาขอรับชำระเงินได้ แต่หากมีความจำเป็นด้านใด ด้านหนึ่งแล้วร้องขอเข้ามา คงต้องประชุมพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมเป็นรายกรณีไป”
แบงก์ไม่ต้องสำรองเพิ่ม
นางสาวอุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟ เอส เอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวคาดการณ์แนวโน้มผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2567 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ว่า มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 4/2566 (QoQ) ที่ผ่านมา หนุนจากแนวโน้มการตั้งสำรองที่มีแนวโน้มลดลง ตามปัจจัยฤดูกาล แม้ว่าภาพรวมพอร์ตสินเชื่อ, รายได้อัตราดอกเบี้ย และรายได้ค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มทรงตัว – อ่อนตัวลงเล็กน้อย
พร้อมกันนี้ ได้กล่าวแสดงทรรศนะ ถึงกระแสข่าวที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ขาดสภาพคล่องจนอาจกดดันความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ต่อสถาบันการเงินรายใหญ่หลายรายที่ปรากฏเป็นข่าว ว่า เบื้องต้นอาจไม่ส่งผลกดดันให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ต้องตั้งสำรองทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss : ECL) ในงวดไตรมาส 1/2567 เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
เบื้องต้นประเมินสถานการณ์การขาดสภาพคล่องของ ITD ยังมีแนวทางการบริหารจัดการได้ เนื่องจาก ITD ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการที่ชนะการประมูลมาจากหน่วยงานภาครัฐบาล ซึ่งยังมีแนวทางการบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ในระดับหนึ่ง
“ปกติไตรมาส 4 ของทุกปีแต่ละธนาคารฯ จะประเมินสถานการณ์ และพิจารณาตั้งสำรองให้ครอบคลุมถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่อาจส่งผลกระทบต่อลูกหนี้ (Forward-looking Information) โดยพิจารณาถึงสถานะหรือชั้น (Stage) ของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นคาดว่าในไตรมาส 1/2567 นี้แต่ละธนาคารฯ ก็จะยังไม่พิจารณาตั้งสำรองเพิ่มเติม”
คาดกำไรทรงตัว
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั้งปี 2567 เบื้องต้นคาดการณ์กำไรสุทธิของ 7 ธนาคารที่มีบทวิเคราะห์มีแนวโน้มเติบโตเพียงราว 0.9% จากปี 2566 ที่ทำได้ 1.95 หมื่นล้านบาท (YoY) กดดันจากฐานที่สูง ประกอบกับทุกธนาคารเพิ่มความระมัดระวังด้านการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) รวมถึงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียม ทำให้รายได้ทั้ง 3 ส่วนมีแนวโน้มทรงตัวถึงโตในอัตราที่ต่ำมาก แม้ว่าจะมีนโยบายพิจารณาตั้งสำรองทั้ง ECL และ Credit costs ในระดับปกติ
ชู TTB เป็นหุ้นเด่น
เบื้องต้นจึงให้น้ำหนักของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ “น้อยกว่าตลาด” โดยแนะนำเข้าลงทุนธนาคารที่มีปัจจัยเฉพาะตัวอย่าง TTB จากประโยชน์ทางภาษีที่เหลืออยู่อีก 1.55 หมื่นล้านบาท และผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่น่าสนใจถึง 5-6% ต่อปี จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 2.19 บาท
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บริษัทหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟ เอส เอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงผลกระทบต่อภาพรวมกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ว่า ในระยะสั้นประเมินว่าจะได้รับผลกระทบในกรอบจำกัด เนื่องจากปริมาณงานใหม่ที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจน แม้เบื้องต้นรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณากรอบพรบ.งบประมาณประจำปี 2567 และกระทรวงคมนาคมประกาศเตรียมประมูลโครงการ 2 โครงการประกอบด้วย 1.โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย (ช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา) มูลค่าโครงการราว 1.9 หมื่นล้านบาท และ 2.โครงการรถไฟทางคู่ 'ขอนแก่น-หนองคาย' วงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท ภายในไตรมาส 2/2567 นี้
ทั้งนี้ ยังคงคาดว่าพรบ.งบประมาณฯ ปี 2567 จะสามารถผ่านสภาผู้แทนราษฏร และวุฒิสภาได้และมีเวลาเร่งเบิกจ่ายราว 6 เดือน (สิ้นสุดเดือนตุลาคม 2567) แต่กว่าแต่ละหน่วยงานจะเริ่มกระบวนการประมูลโครงการ คาดว่าจะเริ่มได้ราวไตรมาส 4/2567 ดังนั้นปริมาณงานโยธาที่จะเริ่มดำเนินการจริงคาดว่าจะอยู่ราวช่วงครี่งหลังของปี 2568
ครึ่งหลังมีปัจจัยหนุน
ดังนั้นการที่ ITD ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในระยะสั้น คาดว่าเป็นปัจจัยเฉพาะบริษัท และประเมินว่า ITD จะยังคงสามารถบริหารจัดการงานในส่วนที่ประมูลได้จากภาครัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นงานที่มีความมั่นคงและยังสามารถนำสัญญาโครงการไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามในระยะกลาง – ยาวคาดว่าความสามารถในการแข่งขัดของ ITD ในการเข้าประมูลโครงการภาครัฐฯ เพิ่มเติมน่าจะอยู่ในกรอบจำกัด ส่งผลให้บริษัทรับเหมารายอื่นทั้ง STEC, CK, UNIQ และ NWR มีโอกาสที่จะได้รับงานเพิ่มมากขึ้น สำหรับดัชนีราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ปรับตัวขึ้นรับข่าวการพิจารณาร่าง พรบ.งบประมาณฯ ปี 2567 แล้วระดับหนึ่ง โดย CK YID ปรับตัวขึ้น 15%, STEC YTD ปรับตัวขึ้นราว 27% แต่คาดว่าราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากความสามารถในการเติมปริมาณงาน (Backlog) ในอนาคต ชู CK เป็นหุ้นเด่นทั้งจาก Backlog ในระดับสูงรองรับรายได้ที่มั่นคง, ความสามารถในการเติม Backlog และการบริหารจัดการแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราคาเหมาะสม 26 บาท

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น