ภาวะเศรษฐกิจการคลัง การคลังภูมิภาค เดือนเมษายน 2567-ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนพฤษภาคม 2567
ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนเมษายน 2567
“สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2567 ขยายตัวต่อเนื่องในภาคการท่องเที่ยว มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรดี การบริโภคสินค้าคงทนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับผลผลิตภาคเกษตรยังคงหดตัวจากเดือนก่อน ดังนั้น ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าคงทน และปริมาณการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดต่อไป”
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนเมษายน 2567 ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2567 ขยายตัวต่อเนื่องในภาคการท่องเที่ยว มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรดี การบริโภคสินค้าคงทนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับผลผลิตภาคเกษตรยังคงหดตัวจากเดือนก่อน ดังนั้น ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าคงทน และปริมาณการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดต่อไป” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า: โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 4.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.8 ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -14.4 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 7.4 ยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 3.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.7 รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 2.3 อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในเดือนเมษายน 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 62.1 จากระดับ 63.0 ในเดือนก่อน เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า: โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากสะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 17.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.4 ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -25.1 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 22.3 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -9.4 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 1.4 ขณะที่ภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนเมษายน 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 13.6 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.2
มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเมษายน 2567 อยู่ที่ 23,278.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับมาขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 11.4 เนื่องจากการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หมวดเครื่องจักรกลและส่วนประกอบหมวดหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และหมวดเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ โดยขยายตัวร้อยละ 62.0 58.8 32.4 และ 23.3 ตามลำดับ นอกจากนี้ สินค้าข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง ยางพารา และสิ่งปรุงรสอาหาร ขยายตัวร้อยละ 91.5 52.9 36.2 และ 23.2 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าในหมวดผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และแผงวงจรไฟฟ้าชะลอตัว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ทวีปออสเตรเลีย อินเดีย และอาเซียน-9 ที่ขยายตัวร้อยละ 26.1 18.6 13.3 และ 4.3 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดจีน และญี่ปุ่น หดตัวลงร้อยละ -7.8 และ -4.1 ตามลำดับ
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน สำหรับภาคบริการมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนเมษายน 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.76 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่¬¬อนที่ร้อยละ 26.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 3.1 โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตามลำดับ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนเมษายน 2567 จำนวน 24.5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 14.6 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 9.7 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกรรม ในเดือนเมษายน 2567 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -9.9 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 4.5 จากการลดลงของผลผลิตในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวเปลือก ยางพารา และมันสำปะหลัง อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน ยังคงขยายตัว สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน 2567 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 3.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.3 ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนเมษายน 2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 90.3 จากระดับ 92.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก
เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี: สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน 2567 อยู่ที่ร้อยละ 0.19 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.37 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ร้อยละ 63.4 ต่อ GDP1 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2567 อยู่ในระดับสูงที่ 221.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาวะเศรษฐกิจการคลังภูมิภาคเดือนเมษายน 2567
เศรษฐกิจภูมิภาคในเดือนเมษายน 2567 มีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวในหลายภูมิภาค และการบริโภคอุปโภคภาคเอกชนโดยเฉพาะในภาคใต้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวในบางภูมิภาค
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนเมษายน 2567 ว่า “เศรษฐกิจภูมิภาคในเดือนเมษายน 2567 มีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวในหลายภูมิภาค และการบริโภคอุปโภคภาคเอกชนโดยเฉพาะในภาคใต้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวในบางภูมิภาค” โดยมีรายละเอียดดังนี้
เศรษฐกิจภาคใต้ในเดือนเมษายน 2567 มีปัจจัยสนับสนุนจากการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวชะลอลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ร้อยละ 5.9 14.1 และ 37.7 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -19.8 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 8.7 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 59.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 60.1 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -23.8 และ -20.3 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 5.1 และ 8.1 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 90.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 93.0 เครื่องชี้ด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 30.2 และ 22.3 ต่อปี ตามลำดับ
เศรษฐกิจภาคกลางในเดือนเมษายน 2567 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคของภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวชะลอลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 6.4 และ 5.3 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -10.9 และ -4.4 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 20.1 และ 2.3 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 60.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 61.3 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -15.8 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -21.5 ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 12.9 และ 24.4 ต่อปี ตามลำดับ
เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลในเดือนเมษายน 2567 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคของภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวชะลอลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 5.9 และ 6.5 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -21.8 และ -7.3 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 7.2 และ 14.0 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 61.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 62.7 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -5.1 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 14.4
เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -42.7 ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรมสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 6.7 และ 10.6 ต่อปี ตามลำดับ
เศรษฐกิจภาคเหนือในเดือนในเดือนเมษายน 2567 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคของภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวชะลอลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 4.7 และ 3.3 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -14.1 และ -1.6 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 10.3 และ 1.5 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 62.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 63.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -22.4 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2
เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -20.4 ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัวด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 90.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.9 เครื่องชี้ด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 และ 14.9 ต่อปี ตามลำดับ
เศรษฐกิจภาคตะวันออกในเดือนในเดือนเมษายน 2567 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวชะลอลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 0.2 และ 2.4 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -28.2 และ -25.7 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 9.9 และ 38.1 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 64.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 65.7 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุก
ส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -27.5 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 3.6 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -5.8 ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ร้อยละ 170.6 ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูป ในจังหวัดสระแก้ว เป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 88.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 90.9 เครื่องชี้ด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 16.9 และ 17.1 ต่อปี ตามลำดับ
เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเดือนเมษายน 2567 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวชะลอลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ร้อยละ 8.8 และ 1.7 ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -11.8 และ -0.4 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 12.6 และ 10.7 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 64.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 65.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -21.0 และ -4.6 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัว
ที่ร้อยละ 16.4 และ 13.8 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ร้อยละ 1,042.2 ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็คทรอนิกส์ ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นสำคัญด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 76.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 77.6 เครื่องชี้ด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 19.1 และ 22.6 ต่อปี ตามลำดับ
เศรษฐกิจภาคตะวันตกในเดือนเมษายน 2567 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้เกษตรกร และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวชะลอลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ร้อยละ 10.3 ต่อปี จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -10.8 และ -16.5 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 10.3 และ 0.5 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่หดตัวที่ร้อยละ -10.0 ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 60.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 61.3 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -25.4 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ร้อยละ -22.0 ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการยังมีอัตราขยายตัวต่อเนื่อง ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 6.7 และ 22.3 ต่อปี ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index: RSI) ประจำเดือนพฤษภาคม 2567
“ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพฤษภาคม 2567 สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ใน 6 เดือนข้างหน้าที่ยังขยายตัวได้ แต่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคบริการ โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีความกังวลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์”
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพฤษภาคม 2567 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพฤษภาคม 2567 สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้าที่ยังขยายตัวได้ แต่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคบริการ โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีความกังวลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์" โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 82.9 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในภาคบริการ จากมาตรการส่งเสริม พัฒนา และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ ประกอบกับมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของภาครัฐผ่านโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 และความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น จากอุปสงค์และคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับยางพารา และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พบว่ายังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 85.9 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 76.2 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความเชื่อมั่นในภาคบริการและภาคการลงทุน จากการจัดกิจกรรมสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่ผ่านพ้นฤดูมรสุมแล้ว รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านสถาบันการเงินต่าง ๆ ของภาครัฐ แต่ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีความกังวลต่อความผันผวนของราคาพลังงานและทิศทางเศรษฐกิจโลก
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 74.7 สะท้อนความเชื่อมั่นในภาคบริการ จากการจัดงานเทศกาล งานประเพณี และการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่จะเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวของภาคเหนือ และภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้น จากอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมและปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัว โดยคาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตทางการเกษตรป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น แต่ยังต้องติดตามประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 71.8 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากความเชื่อมั่นในภาคบริการ จากแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐและภาคเอกชน และนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล จะช่วยให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น และภาคเกษตรกรรมที่ปรับตัวดีขึ้น จากราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดที่อยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนภาคเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาภัยแล้ง
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 71.7 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในภาคบริการและภาคเกษตรกรรม จากมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ รวมถึงมาตรการของภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน ทั้งนี้ ยังต้องติดตามปัญหาสภาพอากาศที่ร้อนและฝนทิ้งช่วงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตภาคการเกษตร ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 70.4 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรและภาคอุตสาหกรรม จากแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารได้ ประกอบกับรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนเกษตรกร อาทิ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตร อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามโอกาสเกิดภัยแล้งและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และสำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 67.3 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากความเชื่อมั่นในภาคบริการและภาคการลงทุนตามแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
%20monthly%20Apr%202024.jpg)
%20Regional%20Apr%2024%20(1).jpg)
%20RSI%20%E0%B8%9E.%E0%B8%84.%2067.jpg)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น