รัฐมนตรีคมนาคม เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี หลังจากมีการต่อสู้กันมายาวนานกว่า 4 ปี


 รัฐมนตรีคมนาคม เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม หลังศาลปกครองสูงสุดตัดสินประมูลชอบด้วยกฎหมาย สั่ง รฟม. เรียก BEM-CK เจรจา ก่อนพิจารณาบรรจุเข้า ครม. ด้านโบรกคาดลงนาม ส.ค.-ก.ย. นี้ ชี้เป็นการปลดล็อคราคาหุ้นให้กลับสู่เป้าหมาย จับตาเซ็นดิบเบิลเดคปลายปี ชูเป้า 10.30 บาท

วานนี้ (12มิ.ย.2567) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลางยกฟ้องในคดีที่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 และเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนที่มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ และหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนให้แตกต่างจากหลักเกณฑ์เดิมตามประกาศเชิญชวนฯ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2563

โดยศาลปกครองสูงสุดระบุเหตุผลว่า ประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 และเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน ที่ออกโดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ไม่มีลักษณะประการใดที่จะทำให้เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ นับเป็นคดีสุดท้ายที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี หลังจากมีการต่อสู้กันมายาวนานกว่า 4 ปี 

@เตรียมเสนอครม.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า  กระบวนการหลังจากนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. จะได้รับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทีมกฏหมายต้องนำมามาตีความ เพื่อประกอบประมูลฉบับเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 ซึ่งปรากฏว่าบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ร่วมกับบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เสนอผลประโยชน์สุทธิ (มูลค่าปัจจุบัน: NPV) เท่ากับ -78,287.95 ล้านบาท ก่อนนำส่งมายังกระทรวงคมนาคม 

จากนั้น รฟม.จะเรียกผู้ชนะการประมูลมาเจรจาต่อรองตามขั้นตอน ก่อนจะนำผลการเจรจา และร่างสัญญาฯ เสนอมมายังกระทรวงคมนาคม  เพื่อพิจารณาบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยหาก ครม.มีมติเห็นชอบผลการประมูลฯ ดังกล่าว ก็จะนำไปสู่การลงนามสัญญาต่อไป

@ คาดลงนามไตรมาส3/2567

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คดีที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินครั้งนี้นับเป็นคดีสุดท้าย จากที่มีการฟ้องร้องมาหลายคดีก่อนหน้า ซึ่งทุกคดีก็ออกมาในทางที่ รฟม. สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นจากนี้ไปจะเห็นภาครัฐเดินหน้าในการนำรถไฟฟาสายสีส้มเข้าสู่การพิจารณาใน ครม. ต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะมีการเซ็นสัญญากับ BEM และ CK ได้ในช่วงไตรมาส 3 ราวเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน 2567   ซึ่งจะทำให้ทั้ง BEM และ CK ได้รับผลดี โดยในส่วน BEM นั้นในจะมีมูลค่าเพิ่มจากรถไฟฟ้าสายสีส้มราว 1.50-2 บาท ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่จะเซ็นสัญญา ซึ่งในส่วน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยได้รวมไปในเป้าหมายที่ 10.30 บาท 

ขณะที่ CK ก็จะได้รับงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีมูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท จึงเป็นบวกต่อการเติบโตของบริษัท  

นอกจากนี้ยังประเมินว่า BEM ยังจะมีความคืบหน้าในส่วนของโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน – พญาไท - พระราม 9 หรือ ดับเบิลเดค มูลค่าโครงการกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญญาการจราจรบนทางด่วน แลกกับการขยายระยะเวลาสัมปทานออกไป คาดว่าจะได้เซ็นสัญญาในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ 

ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ความกังวลของ BEM ในช่วงที่ผ่านมาที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นหายไปจึงแนะนำซื้อที่ราคา 10.30 บาท โดยยังไม่รวมอัพไซด์จากโครงการทางด่วน 2 ชั้น  เนื่องจากยังมีเงื่อนไขอีกพอสมควร 

@ ผลงานเติบโต

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า BEM เป็นหุ้น defensive ที่น่าสนใจเพราะกำไรก็มีแนวโน้มเติบโตดีด้วย โดยการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาออกมา จะทำให้ราคาหุ้น BEM ตอบรับในเชิงบวก จากการเซ็นสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม นอกจากนี้ยังจะได้รับโครงการทางด่วนสองชั้น

ส่วนการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ประมาณ 1 บาท/สถานี ยกเว้นสถานีแรก มีผลตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 (หรือ ประมาณ 24 เดือน) เนื่องจาก CPI ของกรุงเทพสูงขึ้น ทั้งนี้ หลังปรับราคาใหม่แล้ว ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจะอยู่ในช่วง17-45 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 17-43 บาท 

ทั้งนี้ จากการศึกษาของเราพบว่าการขึ้นค่าโดยสารในอดีต ส่งผลกระทบน้อยมากกับจำนวนผู้โดยสาร เชื่อว่าเป็นเพราะราคาปรับขึ้นเพียง 3.8% ในช่วง 24 เดือน (คิดเป็นการปรับขึ้น 1.9%/ปี) ดังนั้นจึงมองว่าผลกระทบต่อจำนวนผู้โดยสารในรอบนี้ก็น่าจะจำกัดเช่นกัน ส่วนประเด็นที่สองพบว่าการขึ้นค่าโดยสารในเดือนกรกฏาคมจะไม่ส่งผลกับรายได้ และ กำไรของ BEM มากนัก ซึ่งก่อนการปรับราคารอบนี้ ค่าโดยสารเฉลี่ยของ BEM อยู่ที่ประมาณ 27 บาท/เที่ยว (อิงจากการเดินทางเฉลี่ย5-6 สถานี) ดังนั้น การขึ้นค่าโดยสาร 1 บาท/เที่ยว เป็นเวลาหกเดือนจะทำให้รายได้ และ กำไรเพิ่มขึ้น 81 ล้านบาท (ซึ่งจะทำให้รายได้ และ กำไรในปี 2024 เพิ่มขึ้น 0.46% และ 2%ตามลำดับ) เรายังคงประมาณการกำไรเอาไว้เท่าเดิมที่ 3.85 พันล้านบาท (+11% yoy) คงคำแนะนำซื้อ และ ประเมินราคาเป้าหมายที่ 9.50 บาท


ความคิดเห็น