แบงก์!..ความท้าทายด้าน IT

 Uptrend- แบงก์ชาติเชื่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้านโบรกประเมิน 3 ปัจจัยช่วยหุ้นกลุ่มแบงก์ 1มาตรการช่วยลูกหนี้ 2 Virtual Bank  และ มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS17  แต่เชื่อต้นทุนสูงเพิ่มจากการลงทุน cybersecurity  ที่ต้องใช้เงินอย่างมีนัยสำคัญ




ธนาคาแห่งประเทศไทยคงประมาณการเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังคงฟื้นตัวในบางพื้นที่ ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงบางอุตสาหกรรม ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ 


ล่าสุด บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุ 3 ประเด็นที่ต้องติดตามในปี 2568 ได้แก่ 

1) มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระลอกใหม่ที่จะเน้นช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SME โดยแลกกับการที่ธนาคารจะได้ลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เป็นการชดเชย 


2) การพิจารณาผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตดำเนินธุรกิจ Virtual Bank ในไทย 3 ราย คาดจะทราบผลภายในวันที่ 19 มิ.ย. 2568 เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะช่วยให้ธนาคารเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น 


3) การเริ่มปรับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS17 สำหรับบริษัทประกันชีวิต คาดจะช่วยให้ธนาคารที่มีบริษัทย่อยเป็นบริษัทประกันชีวิตอย่าง KBANK ได้รับประโยชน์จากการปรับรูปแบบการบันทึกกำไรของธุรกิจประกันชีวิตที่จะไม่สร้างผลขาดทุนในช่วงแรกเหมือนกับมาตรฐานบัญชีเดิม


โดยยังคงมุมมอง “เป็นลบ” ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กดดันจากการเติบโตของสินเชื่อที่ค่อนข้างจำกัด กดดันจากการที่ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และเน้นแข่งขันเติบโตพอร์ตสินเชื่อบริษัทซึ่งแม้จะมีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนสูง 


ขณะเดียวกันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่เคยเป็นปัจจัยหนุนมา 2 ปี จะกลับมาเป็นปัจจัยกดดันสอดรับกับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายที่จะทยอยปรับลงต่อในช่วงต้นปี 2568 ดังนั้นแม้ว่าคุณภาพสินทรัพย์จะมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น และธนาคารต่างๆ ได้เร่งบริหารจัดการหนี้เสียไปมากแล้ว หนุนให้คาดกลุ่มธนาคารจะมีกำไรสุทธิในปี 2568 จำนวน 221,984 ล้านบาท โต 4.8% YoY


ถึงรอบลงทุนด้าน IT 


บล.กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เชื่อว่ากลุ่มธนาคารไทยกำลังประสบกับความท้าทายใหม่ในการควบคุมสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ในปี 2568 จากการเพิ่มงบประมาณการลงทุน ยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cybersecurity)กดดันจากที่รัฐบาลไทยเตรียมออกกฏหมายบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการค่ายโทรศัพท์มือถือมีความรับผิดชอบร่วม ในกรณีที่ประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือถูกมิจฉาชีพหลอกลวง 


กฎหมายดังกล่าวคาดจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยต้องซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการดำนินงาน (CIR) สูงขึ้นจาก 45% ของรายได้รวมในปี 2567 มาอยู่ที่ 46% ของรายได้รวมในปี 2568-2569 และคาดกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก เช่น TISCO, KKP และ TTB จะประสบกับความท้าทายมากกว่าจากการประหยัดต่อขนาดที่มีน้อยกว่า เนื่องจากการลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ได้มาตรฐาน อาทิระบบตรวจจับการหลอกลวงการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์)ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (การช่วยเหลือลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงการฝึกอบรมพนักงาน และการติดตามเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทุกธนาคารต้องลงทุนบนมาตรฐานเดียวกัน


ฝ่ายวิเคราะห์ เทียบเคียงกับกรอบความรับผิดชอบร่วม (SRF) ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับการหลอกลวงทางโลกออานไลน์ (Phishing) โดยเรียกร้องให้สถาบันการเงินและกลุ่มโทรคมนาคมต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อไม่สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ ซึ่งกฏหมายดังกล่าวบังคับใช้ในสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2567 

โดยกำหนดมาตรการต่าง ๆ อาทิ 1.ธนาคารพาณิชย์ต้องสามารถแจ้งเตือนลูกค้าภายใน 24 ชั่วโมงหากตรวจพบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ, 2.มีปุ่ม Q-Switch ให้เจ้าหน้าที่ หรือลูกค้าสามารถกดหยุดการทำธุรกรรม (Transaction) ได้ทันทีที่รู้ เพื่อป้องกันความเสียหาให้อยู่ในกรอบจำกัด ขณะที่มาตรการของผู้ประกอบการโทรคมนาคมต้องแจ้งเดือนการทุจริตแบบเรียลไทม์ และการกรองข้อความ SMS อย่างเข้มงวด มอง เป็นลบ


สำหรับ​ในปี 2568 บล.กสิกรไทย จึงมีมุมมองเป็นลบ ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากรายได้ดอกเบี้ยที่คาดเดิบโตขึ้นเพียงเล็กน้อย, พอร์ตสินเชื่อที่เติบโตช้าลง, รายได้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย(NIM) ที่ลดลงจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย และปัจจัยเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคงอยู่แม้ออกมาตรการบรรเทาหนี้ใหม่ การใช้จ่ายเงินด้าน IT ที่สูงขึ้นสำหรับเรื่อง cybersecurity อาจกดดันกำไรแม้คาดผลกระทบจะจำกัดก็ตาม



ความคิดเห็น