ปี68ตลาดแอร์ยังดุเดือดแม้หนาวนาน




 **Uptrend - ตลาดเครื่องปรับอากาศไทยยังแข่งขันเดือด LG รุกหนักหวังติด Top 5 ขณะที่ "มิตซูบิชิ"ลั่นไม่เข้่าร่วมสงครามราคา ด้าน "ไฮเออร์"ตั้งเป้ายอดขายขยับเพิ่ม 10% แม้ภาพรวมอากาศหนาวที่ยาวนานอาจกดดันความต้องการแอร์ใหม่ชะลอตัว เหตุเชื่อเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการปกป้องจากมลภาวะ และการประหยัดค่าพลังงาน ยังเป็นปัจจัยสำคัญให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อแอร์ใหม่**

 หน้าหนาวที่ยาวนานกว่าปกติในปีนี้ (2568)  กำลังทำให้ธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ปาดเหงื่อเช่นกัน ไม่ใช่เพราะร้อนนะ แต่เพราะกังวลว่ายอดขายแอร์ปีนี้จะไม่ท่วมท้นเหมือนปี 2567 ซึ่งมีมูลค่าถึง 3.26 หมื่นล้านบาท โตเพิ่มขึ้นจากปี2566 ถึง 14% ด้วยเพราะอากาศที่ร้อนจัด และยาวนานในปี 2567 แต่เมื่อในปีนี้สถานการณ์ส่อแววไม่เหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้มีการคาดการณ์ว่าตลาดแอร์ปี 68 จะเติบโต 6% มาอยู่ที่ 3.45 หมื่นล้านบาทเท่านั้น


 **อย่างไรก็ตาม แม้โอกาสในการเติบโตของตลาดแอร์ในปี 2568 จะหดตัว แต่การแข่งขันในตลาดแอร์ไม่ได้หดตัวตามไปด้วย นั่นเพราะยังมีความต้องการใช้แอร์เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าที่กำลังมาถึง** 


 **ล่าสุด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิจและจัดจำหน่ายแอร์ ยี่ห้อ LG  ประกาศวางงบการตลาดที่ 100 ล้านบาท ด้วยการตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ พร้อมการติดบิลบอร์ดทั้งในกทม. และจังหวัดหัวเมืองอีกกว่า 10 จุด รวมถึงสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อนำเสนอเครื่องปรับอากาศภายในบ้านรุ่นล่าสุดในชื่อ LG DUALCOOL™ AI Air ซึ่งมีจุดเด่นด้าน นวัตกรรม AI เข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาด เพื่อหวังปั้นยอดขายเพิ่มขึ้นจากปี67 พร้อมทั้งขยับแบรนด์ LG ให้ติด Top ของตลาดในไทย **

 ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย แอร์“มิตซูบิชิ” คาดว่าตลาดแอร์ปีนี้น่าจะเติบโต 5% เป็น 3.35 หมื่นล้านบาท จากปี67 ที่มีมูลค่า 3.12 หมื่นล้านบาท โดยการเติบโตของตลาดจะมาจากการเติบโตของที่อยู่อาศัยและความสนใจการประหยัดพลังงาน ที่สร้างดีมานด์การซื้อเครื่องปรับอากาศเครื่องแรก และซื้อทดแทนเครื่องเก่า


 **โดยนโยบายของ “มิตซูบิชิ”  ยังชัดเจนเช่นเดิม แม้ตลาดเครื่องปรับอากาศปี 2568 จะยังคงเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทจะไม่เข้าร่วมสงครามราคาอย่างแน่นอน แต่จะจูงใจผู้บริโภคด้วยไลน์อัพเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรม-ดีไซน์ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และการประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการตกแต่งบ้าน ของผู้บริโภคโดยเฉพาะระดับกลาง-บน และมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันยอดขายให้เติบโตถึง 10% หรือสูงกว่าการเติบโตของตลาดเท่าตัว รวมถึงเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดเครื่องปรับอากาศให้สูงกว่าปัจจุบันที่ครองส่วนแบ่งในสัดส่วน 30%** ผ่านงบการตลาดและสร้างการรับรู้แบรนด์ไว้กว่า 1.2 พันล้านบาท (รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ)

 ขณะที่ ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย)ที่ประกาศก้องว่าเป็นอันดับหนึ่งตลาดแอร์เมืองไทย ด้วยยอดขาย 9 เดือนแรกปี67 มูลค่า 4.4 พันล้านบาท ก็ประกาศแผนปี 2568 รุกขยายพอร์ตเครื่องปรับอากาศภายในบ้านและเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น โดยแอร์ในบ้านตั้งเป้าการขายอยู่ที่  5.5 พันล้านบาท และแอร์เชิงพาณิชตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท 

 จากข้อมูลข้างต้น แทบจะช่วยให้ภาพตลาดแอร์หน้าร้อนปี2568 น่าจะดุเดือดไม่แพ้ปีก่อน แม้อากาศหนาวในปีนี้จะยาวนานมากกว่าปีที่ผ่านมา จนอาจทำให้คงามต้องการแอร์ใหม่ชะลอตัว

 **แต่สำหรับผู้บริโภคทั่วไปอย่างประชาชน ด้วยสัญญาณเศรษฐกิจที่ยังคล้ายจะชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อโดยรวมอาจมีไม่มาก และจุดนี้ต้องยอมรับนี่อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้การตัดสินใจซื้อแอร์ หรือเครื่องปรับอากาศใหม่เลื่อนออกไป หรืออาจต้องไปชี้ชะตาตัดสินใจกันที่โปรโมชั่นของแถม และเงื่อนไขในการผ่อนชำระว่าแบรนด์ใดจะซื้อใจผู้บริดภคได้มากกว่ากัน**

ความคิดเห็น